สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน ห่างหายไปนาน ไม่ได้มาอัพ Blog เลยครับ
พอดีวันนี้ (27 เมษา) ได้เปิดเข้าเว็บของ Google แล้วพบ ภาพประหลาดๆ
ตอนแรกก็คิดว่า คอมพิวเตอร์รวน หรือมีปัญหารึเปล่า 5 5
แต่พอดูไปดูมา สังเกตเห็นว่ามันคล้ายๆรหัสอะไรบางอย่าง เพื่อนๆคิดว่ายังไงครับ


google

ใช่แล้วครับเพื่อนๆ จริงๆแล้ว มันคือรหัสมอร์สนั่นเอง แล้วทำไมต้องรหัสมอร์ส ???

...

ก็เพราะว่าวันที่ 27 เมษายน ของทุกปีเป็นวันเกิดของ Samuel Morse (แซมมวล มอร์ส)
นักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์เครื่องโทรเลข โดยชื่อเต็มๆของท่านคือ
Samuel Finley Breeze Morse (แซมมวล ฟินเลย์ บรีส มอร์ส) ยาวจริงๆครับ -*-

Morse

โดยผลงานการประดิษฐ์หลักๆคือ การคิดค้นรหัสมอร์ส ซึ่งใช้แทนตัวหนังสือในการส่งโทรเลข
และคิดค้นประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลข ที่เคยใช้กันในอดีตกาลครับ


Morse

ประวัติของท่านครับ
  • เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1791 ในรัฐ  Massachusate ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขาชื่อว่า
    เจดิเดียทมอร์ส มีอาชีพเป็นนักบวช และนักเขียน มอร์สเข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมี
    เจ้าของเป็นหญิงชรานามว่า มาดามแรนท์  ซึ่งเป็นคนเจ้าระเบียบ และชอบลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการใช้
    ปิ่นปักผมจิ้มตามตัว   ซึ่งมอร์สก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยถูกลงโทษ หลังจากจบการศึกษาขั้นต้นแล้วมอร์ส
    ได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ในวิชาศิลปะ มหาวิทยาลัยดังซะด้วย
    ซึ่งเป็นวิชาที่เขาชอบมากอีกทั้งเขายังมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก นอกจากวิชาศิลปะแล้วมอร์ส
    ได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับวิชาไฟฟ้า เคมี และฟิสิกส์ อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ทำให้มอร์สมี
    ความชำนาญด้านนี้มากนัก ด้วยมอร์สมีความสนใจด้านศิลปะมากกว่า อีกทั้งทางครอบครัวก็ให้การ
    สนับสนุนด้านนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อมอร์สจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล ในปี ค.ศ. 1810 เขาได้เดิน
    ทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะ ในระหว่างที่มอร์สได้ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
    เขาได้รับอุปการะจากเบนจามิน เวสต์ จิตรกรชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียง อาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษแต่ถึง
    อย่างนั้นมอร์สก็ได้รับความลำบากเพราะค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นมอร์สจึงต้องทำงานให้กับทางสถาบัน
    าชศิลป์อีกทางหนึ่ง เพื่อแลกกับค่าใช้จ่ายในสถาบัน งานที่มอร์สต้องทำก็คือการสเกตช์ภาพ
    อนุสาวรีย์แห่งหนึ่งด้วยชอล์กขาวและดำ -*-
  • นอกจากนี้แล้วเขายังได้วาดภาพเพื่อขายสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ต่อมามอร์สได้ปั้นรูป
    เฮอร์คิวลิสด้วยดินเหนียวส่งเข้าประกวด ตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในสถาบันราชศิลป์
    ซึ่งมอร์สได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองของสมาคมศิลป์ อเดลฟี มอร์สยังคมทำงานด้านศิลปะต่อไป
    ในปี ค.ศ. 1813 ภาพเขียนสีน้ำมันชื่อว่า การตายของเฮอร์คิวลิส (The Dead of Hercules)ได้รับเลือก
    ให้เป็น 1 ใน 9 ภาพ ของงานนิทรรศการแสดงภาพของสถาบันราชศิลป์ปัจจุบันภาพนี้ได้แสดงอยู่ใน
    พิพิธภัณฑ์ศิลปะของมหาวิทยาลัยเยล และในปี ค.ศ. 1815ภาพเขียนสีน้ำมันของเขาได้ร่วมในงานนี้
    อีกครั้งหนึ่ง ภาพนี้มีชื่อว่า การตัดสินใจของจูปีเตอร์(The Decide of Jupiter) หลังจากประสบความ
    สำเร็จทางด้านศิลปะในประเทศอังกฤษ มอร์สจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศสหรัสอเมริกาใน
    ปี ค.ศ. 1815
  • เมื่อกลับมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเขาได้เปิดร้านจำหน่ายภาพเขียน (Gallery) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
    เท่าไรนัก จากนั้นเขาจึงรับวาดภาพเหมือน ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้นเพราะเขาได้วาดภาพเหมือน
    ของบุคคลสำคัญหลายคนแต่ก็ไม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น
  • ต่อมาในปี ค.ศ. 1818 มอร์สแต่งงานกับลูกเครียเทีย พิคเคอร์ริ่ง วอคเกอร์ หลังจากแต่งงานแล้วมอร์ส
    จำเป็นต้องหารายได้จากงานอื่น เพราะรายได้จากงานวาดภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อค่า
    ใช้จ่ายในครอบครัว และเพราะเหตุนี้เขาและภรรยาต้องแยกกันอยู่ชั่วคราว โดยมอร์สได้เดินทางไปทำ
    งานที่เมืองนิวยอร์คและได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักเขียน และผู้บรรยายวิชาศิลปะในเมืองนิวยอร์ค
    ในระหว่างที่ทั้งสองต้องแยกกันอยู่นี้เอง ต่อมาในปี ค.ศ. 1825 ภรรยาของมอร์สเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ
    วาย แต่การโทรคมนาคมในสมัยนั้นยังล้าช้า ทำให้กว่าจะทราบข่าวก็ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว มอร์สรู้สึก
    เสียใจมาก และตั้งใจว่า จะหาวิธีส่งข่าวสารให้ได้รวดเร็วกว่านี้ให้ได้สักวันหนึ่ง
  • หลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตก็ทำให้มอร์สเศร้าโศกเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปี ค.ศ. 1829 จึงตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศอิตาลี และเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.1832
    ระหว่างเดินทางกลับจากทวีปยุโรป มอร์ส ได้มีโอกาสรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าหลายท่าน
    โดยเฉพาะ ชาร์ล เอฟ. แจ็คสัน (Charles F. Jaxkson) นักเคมีชาวอเมริกัน ได้เป็นผู้ที่คอยตอบปัญหา
    เกี่ยวกับไฟฟ้าให้กับผู้สนใจเสมอ ซึ่งมอร์สก็เป็นผู้หนึ่งที่ใช้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และเป็น
    ผู้หนึ่งที่นั่งฟังคำบรรยายเกี่ยวกับไฟฟ้าเสมอ นอกจากนี้แจ็คสันยังทำการทดลองอย่างง่ายเกี่ยวกับ
    ไฟฟ้าให้กับผู้โดยสารบนเรือได้ชมโดยการใช้แท่งเหล็กพันด้วยลวดทองแดง จากนั้นก็ปล่อยกระแส
    ไฟฟ้าเข้าสู่ลวดทองแดง ปรากฏว่าแท่งเหล็กนั้นกลายเป็นแม่เหล็กชั่วคราว โดยดูดตะปูเหล็กขึ้นมา
    ได้ แต่เมื่อหยุดปล่อยกระแสไฟฟ้าแท่งเหล็กก็จะกลายเป็นแท่งเหล็กธรรมดาและตะปูก็หลุดร่วมลง
    บนพื้น นอกจากนี้ามอร์สได้เข้าร่วมฟังการสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการนำกระแสไฟฟ้า
    มาใช้ในการส่งข่าวสารในระยะไหล ดังนั้นมอร์สจึงใช้เวลาที่ อยู่บนเรือร่างต้นแบบเครื่องส่งโทรเลขขึ้น
  • เมื่อมอร์สเดินทางมาถึงกรุงนิวยอร์คเขาเหลือเงินไม่มากนักจึงต้อง รับจ้างเป็นครูสอนศิลปะตาม
    บ้านและเวลาว่างส่วนที่เหลือเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องโทรเลข ต่อมาในปี ค.ศ. 1835
    มอร์สได้เข้าทำงานมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York University) ในตำแหน่งศาสตราจารย์ทางศิลปะ
    การทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มอร์สไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ได้รับ สิทธิพิเศษในการเรียน
    วิชาใดก็ได้ในมหาวิทยาลัยแทน มอร์สเลือกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเข้ามีความรู้พื้นฐานมาบ้างแล้ว
  • แม้ว่ามอร์สจะมีเวลาน้อยลง แต่ะเขาก็คงพยายามประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขต่อไปมอร์สต้อง
    ประสบปัญหาหลายประการทั้งเงินทองและเวลา มอร์สใช้เวลาเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้นในการทำงาน เนื่องจากกลางวันเขาต้องทำงานในมหาวิทยาลัยอีกทั้งมอร์สไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ซื้ออุปกรณ์ทีละ
    มาก ๆ ทำให้ต้องซื้อลวดทองแดงได้ทีละน้อย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญในการสร้างโทรเลข
    แต่ในที่สุดมาร์สก็สามารถสร้างเครื่องส่งโทรเลขได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1837 ซึ่งเขาใช้ระยะเวลา
    ถึง 5 ปี แต่การส่งโทรเลขนั้นไม่สามารถส่งเป็นตัวหนังสือได้ดังนั้นมอร์สจึงคิดเป็นรหัสเพื่อให้แทน
    ตัวหนังสือ โดยสร้างสวิตช์ไฟอย่างง่ายขึ้นทำจากสปริงทองเหลือง ส่วนปลายมีปุ่มสำหรับกดซึ่งติด
    อยู่กับสปริงและแม่เหล็กไฟฟ้าอันเล็ก ๆ เรียกว่า"อาร์เมเจอร์" และเมื่อกดปุ่มก็ทำให้กระแสไฟฟ้าเดิน
    ถ้ายกมือออกจากปุ่มกระแสไฟฟ้าก็จะตัดสวิตช์ชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "สะพานไฟของมอร์ส" ซึ่งมีประโยชน์ในสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าออกมาในช่วงสั้น ช่วงยาวซึ่งทำให้เกิดรหัสในการส่งสัญญาณโทรเลข
    เรียกว่า "รหัสมอร์ส" โดยกดสั้น เป็นจุด ( . ) และกดยาวเป็นขีด ( _ )

    telegraph

    *อันนี้เป็นรูปโทรเลขของ ท่าน Samuel Morse ครับ
  • มอร์สได้แสดงการส่งโทรเลขครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1873 ภายในห้องประชุมของทางมหาวิทยาลัยนิวยอร์คโดยมีระยะทางในการส่งครั้งแรกเพียง 1,700 ฟุต แต่ถือว่าประสบความ
    สำเร็จเพราะมีผู้คนเข้าชมอย่างมาก อีกทั้งการแสดงครั้งนี้ทำให้มอร์สได้รับการสนุบสนุนเงินทุนใน
    การพัฒนางานโทรเลขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากอัลเฟรด เวลล์ บุตรชายเจ้าของกิจการจำหน่าย
    เหล็กและทองเหลืองที่รัฐนิวเจอร์ซี มอร์สได้ปรับปรุงเครื่องโทรเลขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาได้
    นำผลงานชิ้นนี้เดินทางไปยังกรุงนิวยอร์ค ในปี ค.ศ. 1838 เพื่อเสนอผลงานของเขาต่อสภาคองเกรส
    ซึ่งครั้งนี้มอร์สสามารถส่งโทรเลขได้เป็นระยะทางถึง 10 ไมล์แต่ถึงอย่างนั้น สภาคองเกรสก็ไม่ได้สนับสนุนเรื่องเงินทุนแก่เขา
  • มอร์สได้พยายามขออนุมัติเงินทุกจากสภาคองเกรสอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1843 ซึ่งครั้งนี้ทาง
    สภาคองเกรสได้อนุมัติเงินให้เขาจำนวน 30,000 ดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการวางสายโทรเลข
    จากกรุงวอชิงตันไปยังบัลติมอร์ รวมระยะทาง 38 ไมล์ซึ่งการวางสายโทรเลขได้สำเร็จลงในปี ค.ศ.1884
    เมื่อวางสายโทรเลขเสร็จเรียบร้อย จึงมีการทดลองส่งโทรเลขเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม
    ค.ศ. 1844 ใจความว่า "พระเจ้าทำงานอะไร" ส่วนปลายทางที่บัลติมอร์ตอบกลับมาว่า "เขียนที่สุด
    ปลายทาง" ถือว่าการส่งโทรเลขครั้งแรกประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นกิจการโทรเลข
    ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งต่อมาก็ได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย
    จากผลงานประดิษฐ์เครื่องโทรเลขทำให้มอร์สเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเขาได้เปิดบริษัทร่วมกับเวลล์
    ผู้ซึ่งเคยให้การสนับสนุนเขามาก่อน มอร์สยังได้รับรางวัลจากกลุ่มประเทศยุโรปเป็นเงินถึง 40,000
    ฟรังก์ นอกจากนี้เขายังได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์ ต่าง ๆ ใช้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกด้วย
  • มอร์สเสียชีวิตวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1872 ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยโรคปอดบวม ก่อนหน้าที่เขาจะเสีย ชีวิต 1 ปี สมาคมโทรเลขแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างอนุเสาวรีย์เป็นเกียรติแก่เขาที่สวนสาธารณะในเมืองนิวยอร์คครับ
สุดท้ายขอบคุณข้อมูลประวัติจากสำนักหอสมุด และสารสนเทศวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีครับ
  • สรุป ว่ารหัสมอร์สคือการกำหนดรูปแบบของจุดและขีดเพื่อใช้แทนระบบตัวอักษร
    เป็นรหัสหรือ Code สากลรูปแรกสุดที่มนุษย์รู้จักและใช้ส่งโทรเลข
    นานกว่า 100 ปีก่อนพัฒนาสู่ยุควิทยุสื่อสาร



    อันนี้เป็นรหัสมอร์สครับ


    หวังว่าเพื่อนๆจะได้ความรู้จากบทความนี้ไม่มากก็น้อย แล้วเจอกันใหม่นะครับ ^^
    ..    .-..  ...  ...-  .    -.--  --- ..-
     สุดท้ายจริงๆข้างบน แปลว่าอะไรครับ 5 5 5 รู้มั้ยครับ
    ปล.คอมเม้นตอบเป็นภาษามอร์สก็ไม่ว่านะ ฮ่าๆ 


edit @ 27 Apr 2009 16:13:33 by Powercharge

edit @ 27 Apr 2009 19:16:54 by Powercharge

Comment

Comment:

Tweet

แปลว่า I LOVE YOU
ใช่ป่าวคะ?

ฮ่าๆๆconfused smile

#14 By AMY (124.122.221.92) on 2010-07-16 18:56

ช่วยสอนวิธีแต่งบล๊อกนี้บ้างก็ดีน่ะค่ะ

#13 By MUXIzz on 2009-09-22 18:20

อ่ะคับ....

วันนั้น งง เหมือนกัน

คิดว่าโดนไวรัส

แต่ที่แท้ก็เป็นงี้เอง อิอิ

ขอบคุนคับที่นำมาบอกbig smile big smile

#12 By Barcerona on 2009-05-07 18:53

.-.. --- .-..
sad smile sad smile

#11 By on 2009-04-28 15:29

ไม่ได้โหลดไม่เสร็จนะครับ ฮ่าๆ big smile

#10 By Powercharge on 2009-04-27 21:35

ตอนแรกก็งงตั้งนานว่าโหลดไม่เสร็จหรือกระไร sad smile
เสียดายนิที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว
ขอบคุณมากค่าาาาา ก็ว่ามันแปลกๆยังไงชอบกลอยู่ อย่างนี้นี่เองbig smile

#6 By Magaret Literary on 2009-04-27 19:19

- .... .- -. -.- ...

#5 By veeza on 2009-04-27 18:53

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆค่ะ

#4 By Popopure on 2009-04-27 17:22

555+

ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับ

มีประโยชน์มากๆเลย...

confused smile Hot! confused smile Hot! confused smile
เข้ามาทักทายครับHot!

#2 By Daffodil@CMU on 2009-04-27 16:26

โอว ขอบคุณค่ะ นำความรู้ดีๆๆมาให้

confused smile

#1 By polopizZ on 2009-04-27 16:07

Favourites